เนื้อหาแต่งด้วยคำประพันประเภทกลอนแปด กาพย์ฉบัง 16 และกาพย์สุรางคนางค์ 28
เนื้อเรื่องกล่าวถึงการเดินทางของ “ดาราวงศ์” โดยเริ่มที่เขาได้ร่ำลาพ่อและแม่ผู้เป็นกษัตริย์ผู้ครองเมืองมิถิลาแล้วจึงได้เดินทางออกจากเมือง พร้อมด้วยพี่เลี้ยงสองคนตามขึ้นเรือล่องไปในทะเลด้วยกัน
อีกด้านหนึ่ง ณ เมืองพาราณสี พระพรหมทัตกำลังโศกเศร้าที่พระมเหสีกำลังล้มป่วย ด้านดาราวงศ์ก็ได้เดินทางมาถึงเมืองพาราณสีเมื่อเรือจอดเทียบท่า มีเสนาชื่อพระหนมลตรีมาสอบถามว่าเรือนี้ขายสิ่งใด เขาจึงได้บอกว่าตนกับพี่เลี้ยงเป็นพ่อค้านำสินค้ามาขาย ทำให้ดาราวงศ์ได้เจอกับลูกสาวของพระพรหมทัตนามว่า “ประไพสุริยา” ต่อมาดาราวงศ์ก็ได้เข้ามาในวังเพื่อขายสินค้า โดยประไพสุริยาเห็นว่าพวกเขาเป็นคนมาจากต่างเมืองจึงสั่งให้เสนามาแลพวกเขา ดาราวงศ์ก็เกิดหลงรักนางประไพสุริยา เขาจึงปรึกษากับพี่เลี้ยงถึงการสานต่อความสัมพันธ์นี้ พี่เลี้ยงได้บอกอุบายให้เขาเป็นแพทย์ช่วยรักษาพระมเหสี เมื่อถวายยาแล้วอาการของพระมเหสีดีขึ้น ต่อมาก็ได้มาถวายยาเพื่อบรรเทาโรคอีกบ่อยครั้ง จากนั้นแม้ว่าดาราวงศ์กับประไพสุริยาจะรักกันแต่สุดท้ายก็ต้องแยกจากกันด้วยว่าดาราวงศ์ต้องออกเดินทางต่อ
ส่วนที่สองมีเนื้อหากล่าวถึงยายเฒ่าผู้หนึ่งรับเด็กชายมาเลี้ยงชื่อ “ศรีธนญชัย” เขาผลาญทรัพย์สินของยายเฒ่าจนหมดสิ้น เมื่อยายเฒ่ารู้ว่าเด็กที่ตนเลี้ยงมาด้วยความเอ็นดูทำตัวไม่ดี นางก็ต่อว่าศรีธนญชัยและสุดท้ายยายเฒ่าเลือกส่งศรีธนญชัยไปเป็นข้ารับใช้เจ้านายคนหนึ่ง แม้เขาจะไปอยู่ที่แห่งใหม่เขาก็ยังก่อเรื่องทำให้เจ้านายผู้นั้นวุ่นวายทั้งกายใจเรื่อยมา อยู่มาวันหนึ่งเจ้านายไปราชการไม่ได้อยู่เรือน ศรีธนญชัยจึงคิดอยากจะแกล้งเผาเรือนให้ทรัพย์สินเจ้านายวอดวายหมด เมื่อนั้นทุกคนต่างแตกตื่นที่เห็นเรือนถูกไฟไหม้ เมื่อเจ้านายทราบข่าวก็รีบกลับเรือนหาต้นไฟ สุดท้ายศรีธนญชัยก็ถูกจับได้และเจ้านายก็สูญสิ้นซึ่งทรัพย์สินทั้งหมด เป็นอันจบเรื่อง หลังจากจบผู้เขียนมีการเขียนบอกว่า หากตนเขียนไม่ดีก็ขออย่าได้ติเตียน จากนั้นมีกล่าวถึงภูมิหลังของดาราวงศ์และประไพสุริยาก่อนจะเกิดเรื่องราวข้างต้นขึ้นมา
เนื้อหาเป็นบทร้อยกรองประเภทกาพย์สุรางคนางค์ 28 และกาพย์ฉบัง 16 สลับกัน เปิดเรื่องที่เมืองสาวัตถีมีเด็กคนหนึ่งชื่อ “สุบินทกุมาร” เป็นเด็กกำพร้าพ่อตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อตอนแม่ของสุบินทกุมารตั้งท้อง นางฝันว่าหลงป่าหาทางออกจากป่าไม่ได้จึงร้องไห้คร่ำครวญ เมื่อนั้นได้มีฤาษีมาช่วยบอกทางออกจากป่าพร้อมมอบแก้วให้แก่นาง จากนั้นนางก็ตื่นจากฝัน นางจึงไปให้ผู้เฒ่าจึงทำนายฝัน ผู้เฒ่าทำนายว่า นางมีครรภ์ จะได้ลูกชายเป็นผู้มีบุญ มีรูปงาม ต่อมาลูกนางคลอดออกมาทุกคนช่วยกันตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่า “สุบินทกุมาร”
เมื่อสุบินทกุมารอายุได้ 7 ขวบ เขาอยากบวชจึงได้ไปขออนุญาตจากแม่ แม่เห็นว่าลูกอยากบวชก็คัดค้านและด่าทอต่อว่าถึงขั้นจะตัดแม่ลูกกัน แต่สุดท้ายแม่เขาก็ยอมให้เขาตามใจตนเอง จากนั้นสุบินทกุมารก็ได้บวชเรียนที่วัด
ส่วนแม่ของสุบินทกุมารวันหนึ่งนางชมนกในป่าพร้อมคร่ำครวญถึงความลำบากยากจนในชีวิตและความเหงาที่ไม่มีใครเคียงข้างนาง
จากนั้นเนื้อหาก็กล่าวถึงพระยายมผู้เป็นใหญ่ในบาดาลได้สั่งให้ยมบาลทั้งหลายบันทึกการกระทำของผู้คนทุกหนแห่ง พร้อมกล่าวถึงการกระทำอันเป็นบุญและบาป ยมบาลตนหนึ่งพบแม่ของสุบินทกุมาร ยมบาลว่าหญิงนางนี้ร้ายกาจนักจึงได้เอานางไปถวายแก่พระยายม เมื่อแม่ของสุบินทกุมารถูกพาไปเข้าพบพระยายมเพื่อถามถึงบุญบาปที่นางได้ทำไว้ ขณะที่นางกำลังจะถูกลงทัณฑ์นางนึกถึงสุบินทกุมารที่บวชอยู่ก็ได้เกิดดอกบัวมารองรับนางไว้ ต่อมามีการจัดงานบุญซึ่งสุบินทกุมารได้เข้าร่วม โดยมีนางโฉมฉินเป็นเจ้าของงาน มีญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านมาช่วยงานนี้ มีกล่าวถึงละครมอญรำ การแต่งหน้าของนักแสดง ลำดับพิธีในการบวช เมื่อสุบินทกุมารบวชแล้วเขาก็ขอให้ผลบุญส่งไปถึงพ่อและแม่ของเขา ผลบุญที่สุบินทกุมารบวชทำให้พ่อของเขาพ้นจากการเป็นเปรตไปเกิดบนเมือง พ่อของเขาจึงลงมาจากสวรรค์เพื่อมาขอบคุณเขา
ส่วนแม่ของสุบินทกุมารที่กลับตัวกลับใจได้ จึงมาถวายอาหารคาวหวานแก่สุบินทกุมารทุกวันและนางก็ได้ศรัทธาในพระพุทธศาสนาจนนางขอบวชชี เมื่อถึงอายุขัยนางได้ไปเสวยสุขบนสรวงสวรรค์ ส่วนทางสุบินทกุมารสุดท้ายแล้วเขาก็ได้เป็นอรหันต์และไปถึงยังนิพพานอันเป็นการหลุดพ้นอย่างแท้จริง
เนื้อหากล่าวถึง มโหสถผู้เป็นบุตรของเศรษฐีชื่อว่าสิริวัฒน์และสมนเทวี เขาเกิดมาพร้อมกับถือแท่งยาไว้ในมือจึงได้ชื่อ “มโหสถ” เขาเป็นนักปราชญ์ผู้เฉลียวฉลาด เขาแก้ปริศนาลาตัวหนึ่งด้วยปัญญาอันเฉียบแหลม ต่อมามีเหยี่ยวคาบเนื้อบินผ่านมามโหสถก็สามารถไล่ตามเอาเนื้อนั้นจากเหยี่ยวโดยที่เนื้อไม่ตกลงบนดิน พระวิเทหราชเห็นปัญญาของมโหสถจึงต้องการตัวเขามาเป็นบริวาร แต่ทางอำมาตย์ทูลทัดทานว่าเขายังเด็กยังต้องดูอีกต่อไปก่อนอย่าพึ่งรับตัวเขามา ต่อมามโหสถได้มาแก้ปัญหาของคนถูกขโมยวัวและหญิงสาวถูกขโมยเครื่องประดับ จากนั้นเขาก็ได้เข้าเฝ้าและตอบปริศนาของพระวิเทหราชอีกครั้งด้วยปัญญาอันเฉียบแหลม จนทำให้เหล่าอำมาตย์เกิดความอิจฉาริษยาแก่มโหสถจึงพยายามหาทางกลั่นแกล้งเขา แต่มโหสถก็รู้ทันจึงและสามารถแก้ปัญหานั้นได้
สมุดไทยขาว บันทึกด้วยอักษรไทย ภาษาไทย ลายมือเป็นระเบียบสวยงาม อ่านง่าย และมีการบุว่า “ผู้คัดลอก คือ นายทรง”
เนื้อเรื่องกล่าวถึง กาละยักษ์ร่ำเรียนเวทย์มนตร์คาถากับฤาษีมหาจุณ โดยกาละยักษ์ปรนนิบัติฤาษีผู้เป็นอาจารย์เป็นอย่างดี ก่อนจะลากลับเมือง เพราะใจคิดอย่างครองเมืองโสฬส
ท้าวปัศวดี กษัตริย์เมืองโสฬส ถูกกาละยักษ์สังหารและยึดเมือง นางเกศมาลี ผู้เป็นมเหสีและพระมารดาของท้าวลิ้นทองก็เสด็จหนีออกจากเมืองไปอยู่กับตายายในป่า ด้านท้าวลิ้นทองผู้เป็นโอรสได้พระอินทร์ช่วยเอาไว้และนำไปฝากไว้กับฤาษีบนเขามุนินทรให้เลี้ยงดูและสอนเวทมนตร์ พระฤาษีมหาจุลได้ชุบเลี้ยงและสอนวิชาแปลงกายเป็นสัตว์ต่าง ๆ เช่น นก ช้าง ม้า แมว เสือ สิงโต เป็นต้น
ฝ่ายนางสุวรรณมาลา แต่เดิมนั้นนางเป็นเทพธิดาอยู่สวรรค์ชั้นไตรตรึงษ์ ได้มาจุติอยู่ในดอกสารภี ครั้นฤาษีมาพบดอกสารภีที่ไม่เคยเหี่ยวเฉา เด็ดดอกไม้กลับมาที่อาศรม พบนางสุวรรณมาลาอยู่ในดอกไม้ จึงรับเลี้ยงเป็นบุตรี
ท้าวลิ้นทองเข้าไปเก็บผลไม้ในป่าหิมพานต์ พบนางสุวรรณมาลานั่งอยู่ริมสระน้ำ โฉมงามจับใจ ท้าวลิ้นทองจำแลงกายเป็นนกสาลิกา พูดจาภาษามนุษย์ จนเกิดความผูกพันทางใจ ต่อมาลิ้นทองคืนร่างเป็นบุรุษรูปงาม สร้างความตกตะลึงพร้อม ๆ กับความพอใจ ทั้งสองลอบพบนัดหมายกันอยู่เนือง ๆ
ในที่สุด ท้าวลิ้นทองได้กราบขอสุวรรณมาลาเป็นคู่ครอง ฤาษีเห็นบุญบารมีคู่ควร จึงประกอบพิธีมงคลโดยเชิญเทวดาและนางฟ้าจากสวรรค์ลงมาร่วมพยานให้ทั้งสองได้เสกสมร่วมอภิรมย์
วันหนึ่งขณะที่ท้าวลิ้นทองบรรทมสุบินถึงพระบิดาพระมารดาให้โทมนัส จึงกราบลาฤาษี และชักชวนนางสุวรรณมาลามเหสี กลับไปยังเมืองโสฬส เพื่อชุบชีวิตพระปัศวดีพระบิดา และล้างแค้นกาละยักษ์ ต้นฉบับจบลงเพียงเท่านี้
ข้อความระบุว่า "หน้าต้นแผนหะกีกัตเลมนี ทาผูไดอานใหพีจ่ร่นา ทาพีตพัลงข่อม่อาษเทฺษ" และหน้าสุดท้าย "หนังสือเลมนี ข้า นายกูลาบเขยีนณ่วัน ๒ เดือน ๑๒ แรม ๕ ค่ำจุล่ศักราชพันสองร้อยเจ่าปีม่เสงทรัพศก" ตรงกับวันจันทร์ เดือน 12 แรม 5 คำ จุลศักราช 2070 หรือตรงกับพุทธศักราช 2251
ข้อความหน้าต้นระบุว่า "พระพุทธเจาหนังศือโศลาสิด สั่งสอนหัวไจยไดว่า ทังปวงใหดี ถ้าและคักผูไทยไคยอานหนังสือเลมนีฎีนักแล"
หมายเหตุ
ต้นฉบับมีหลายมือทั้งหลายมือบรรจงและลายมือหวัด
ข้อความบันทึกว่า "หน้าต้นสูภาสีดทานเหอ" โดยหน้าต้นเป็นกลอนสุภาษิต หน้าปลายกลอนสุภาษิตต่อเนื่องมาจากหน้าต้น และแทรกโจทย์เลข 3 หน้า
สมุดไทยบันทึกตำราโหราศาสตร์ต่าง ๆ และมีตำรับยาสมุนไพรไทยแทรก
สมุดไทยขาว เรื่อง ลินทอง ฉบับวัดสำโรง จังหวัดนครปฐม (NPT010-015) สมุดไทยขาว เขียนด้วยอักษรไทย ภาษาไทย ขนาด 36 x 12.3 x 1.8 เซนติเมตร จำนวน 47 หน้า หน้าละ 6 บรรทัด เขียนด้วยหมึกดำ เอกสารค่อนข้างชำรุด ไม่ครบฉบับ เนื้อหาไม่ต่อเนื่อง
เนื้อเรื่องกล่าวถึง ท้าวลินทองและนางกลีบสมุทรร่วมกันวางแผนสังหารท้าวกาลยักษา โดยแปลงกายเป็นม้าทองลักษณะดีและวางกลอุบายให้พระมารดาขายม้าทองแปลงให้แก่ท้าวกาลยักษา เมื่อท้าวกาลยักษาได้เห็นม้าทองเรืองรองดังอาชาเทพ ก็พอใจเป็นหนักหนา ซื้อม้าทองไว้เป็นของตน
ท้าวกาลยักษาทดลองฤทธิ์ม้าทองแปลงให้วิ่งไกลข้ามแดนจนมาถึงเมืองพารา ทว่าครบเจ็ดวัน ม้าทองแปลงถูกตีจนสิ้นเรี่ยวแรงและจับฉีกเนื้อกินเลือดจนตาย หลังกินเสร็จ ท้าวกาลยักษาไปบ้วนปากริมสระน้ำ แต่ด้วยพระเวทของฤาษีมหาจุล เศษเนื้อลินทองม้าแปลงที่ติดอยู่ไรฟันพลันกลายเป็นปลาตะเพียนทองว่ายหนี จากนั้นแปลงกายเป็นยักษ์หนีออกจากเมืือง กลับไปหาพระมารดา
ฝ่ายพระมารดาของท้าวลินทอง หลังนำม้าทองแปลงขายให้กับยักษ์เสร็จสิ้นแล้ว ก็เดินร้องไห้สะอึกสะอื้นกลับเรือน โศกเศร้าด้วยความเป็นห่วงท้าวลินทอง ต่อมาพระฤาษีมหาจุลช่วยชุบชีวิตท้าวปัศวดี พระบิดาท้าวลินทอง หลังพระบิดาฟื้นคืนชีพ กลับมาได้อยู่พร้อมหน้าทั้งพระบิดาและพระมารดา ท้าวลินทองตั้งสัตย์จะกำจัดท้าวกาลยักษา จึงรวบรวมกองทัพเข้าสู้รบ ท้าวลินทองถือพระขรรค์ศักดิ์สิทธิ์ที่ฤาษีชุบให้ ออกรบกับยักษ์ด้วยฤทธิ์เดชจนฟ้าสั่นสะเทือน และตัดจบที่ตอนเตรียมเข้าสู้รบใหญ่ เป็นฉากสุดท้ายก่อนต้นฉบับขาดหาย