แหล่งข้อมูล

พบผลลัพธ์ทั้งหมด 28 รายการ (4 หน้า)

วัดเขาเหลือ

วัด

วัดเขาเหลือ ตั้งอยู่ที่ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยหลักฐานทางโบราณคดีที่พบ ได้แก่ วิหารแกลบ เป็นอาคารเครื่องก่อขนาด 3 ห้อง ลักษณะหลังคาเป็นจั่วลาดลงเล็กน้อย ด้านหน้าและด้านหลังมีมุขยื่น ส่วนของหลังคาทั้งหมดฉาบปูนเรียบ เครื่องลำยองเป็นปูนปั้นเรียบ ยอดจั่วและหางหงส์ปั้นเป็นรูปดอกบัวตูม หน้าบันก่ออิฐถือปูนเรียบ ผนังด้านหน้ามีประตูตรงกลาง ด้านหลังทึบ ด้านข้างมีซุ้มหน้าต่างด้านละ 3 ซุ้ม แต่มีหน้าต่างจริงเพียงช่องเดียว ฐานอาคารเป็นฐานบัวลูกฟักแอ่นโค้งคล้ายท้องเรือสำเภา เป็นลักษณะเฉพาะของสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย ฝาผนังด้านในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ค่อนข้างลบเลือนแต่ยังพอมองเห็นว่าเป็นภาพเรื่องพระพุทธประวัติเทพชุมนุม และภาพยักษ์ เจดีย์ ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังวิหารแกลบ ลักษณะเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ก่ออิฐถือปูนขนาดค่อนข้างใหญ่ ฐานเจดีย์เป็นฐานบัวลูกฟักซ้อนกัน องค์ระฆังย่อมุม มีบัลลังก์รองรับปล้องไฉนและส่วนยอดกรม  ปัจจุบันวัดเขาเหลือจัดเป็นแหล่งโบราณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ประเภทศาสนสถานในพุทธศาสนาที่อาคารโบราณสถานไม่ได้ใช้ประโยชน์ กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 113 ตอนพิเศษ 50 ง วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2539 มีพื้นที่โบราณสถาน 1 ไร่ 83 ตารางวา ศาลาน.ส.ลักคณา.บูรณะ เป็นอาคารที่มีการผสมผสานกัน มุขด้านหน้าเป็นทรงหน้าจั่ว หลังคาทรงปั้นหยา เสามุขเป็นรูปปั้นมังกรแบบศิลปะจีน และหัวทรงราวบันไดมีประติมากรรมรูปหงส์ศิลปะแบบนีโอคลาสสิค อาคารนี้มีตู้พระธรรมที่เก็บรักษาเอกสารโบราณ 1 หลัง มีพระเกริกพันธ์ กิตติภัทโท เป็นผู้ดูแลอาคารนี้ (สำรวจเมื่อ 21-23 ธันวาคม 2563) ต่อมาพบว่ามีการเคลื่อนย้ายตู้พระธรรมที่เก็บเอกสารโบราณจากอาคารเดิม ศาลา น.ส.ลักคณา.บูรณะ โดยพระเกริกพันธ์ กิตติภัทโท ผู้ดูแลอาคารดังกล่าวให้ข้อมูลว่า ศาลา น.ส.ลักคณา.บูรณะ ได้รับงบประมาณในการบูรณะซ่อมแซมอาคาร จึงได้จัดจ้างผู้รับเหมามาทำหลังคาใหม่ แล้วเคลื่อนย้ายตู้พระธรรมไปเก็บไว้ยังพระอุโบสถ  (สำรวจเมื่อ 31 มีนาคม 2564) ข้อมูลจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา. (2562). บูรณะศาลาน.ส.ลักคณา. สืบค้นจาก http://culture.mcru.ac.th/ebooks/art_rb/62R_8.pdf  สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (n.d.). วัดเขาเหลือ. สืบค้นจาก http://culturalenvi.onep.go.th/site/detail/3609 ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีอารยธรรม. (n.d.). วิหารแกลบวัดเขาเหลือ. สืบค้นจาก http://arit.mcru.ac.th/e-chayaratchaphuri/index.php?option=com_content&view=article&id=161   

คอลเลกชันพิเศษของคุณมนัสวี

เอกชน

คอลเลกชันพิเศษของคุณมนัสวี ผู้ได้รับมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นอันเป็นเอกสารตัวเขียน ท่านได้เล่าถึงที่มาที่ไปเอกสารชุดนี้ว่าเป็นของคุณปู่ ท่านประกอบอาชีพเป็นครูสอนศาสนานิกายซุนนีห์ จึงมีเอกสารเกี่ยวกับศาสนาอิสลามจำนวนหนึ่ง คุณมนัสวีเล่าให้ฟังต่อว่า “สมัยนั้นยังไม่มีความสนใจในเรื่องเหล่านี้จึงไม่เคยสอบถามอะไรไว้ และคุณปู่ก็เสียชีวิตไปเมื่อ พ.ศ.2475 น่าเสียดายเป็นอย่างมากที่ได้เรื่องราวใด ๆ ไว้” ส่วนเอกสารโบราณเหล่านี้คุณมนัสวีไปพบที่บ้านหลังเก่าของคุณปู่ ถูกเก็บไว้ในห้องใต้หลังคา บ้านหลังนั้นไม่ได้รับความเสียหายจากระเบิดในช่วงสงครามมหาเอเซียบูรพา ทำให้เอกสารโบราณเหล่านี้ไม่ได้รับความเสียและถูกค้นพบในเวลาต่อมา   เอกสารตัวเขียนถูกเก็บไว้ในหีบไม้ เอกสารบางส่วนมีรอยเปื้อนซึมน้ำ ทำให้เอกสารโบราณติดกันเป็นปึกแกะไม่ออกบ้าง บางส่วนหลุดออกมาเป็นแผ่น ๆ แต่สภาพโดยรวมยังถือว่าเอกสารโบราณอยู่ในสภาพดี โดยเอกสารที่พบเป็นสมุดไทยขาว 1 เล่ม อักษรไทยและอักษรอาหรับ กล่าวถึงข้อปฏิบัติตามหลักของศาสนาอิสลาม เช่น การชำระล้างร่างกาย การละหมาด การถือศีลอด เป็นต้น  ส่วนสมุดฝรั่งนั้นมีหลายเล่ม จึงขอยกเล่มที่น่าสนใจ อาทิ คัมภีร์อัลกุรอาน อักษรอาหรับ การตกแต่งด้วยการลงสีอย่างสวยงาม และเย็บกี่เข้าเป็นเล่มเดียวกัน เนื่องจากคัมภีร์อัลกุรอานบางแห่งจะจัดเก็บเป็นเล่มเล็ก ๆ แยกเฉพาะบทเท่านั้น อาจเป็นในเรื่องความสะดวกในการหยิบมาใช้ หรือการพกพาก็เป็นได้  

คอลเลกชันพิเศษของคุณศุภเดช

เอกชน

สมบัติส่วนบุคคลของคุณศุภเดช จังหวัดสุราษฏร์ธานี ให้ความอนุเคราะห์นำเอกสารโบราณเหล่านี้มาจัดทำสำเนาดิจิทัลเพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้สนใจ เอกสารโบราณชุดนี้ภาคใต้เรียกว่า หนังสือบุด มีความน่าสนใจตรงที่เป็นเอกสารโบราณของทางภาคใต้ที่มักไม่ค่อยมีการเผยแพร่ออนไลน์ ซึ่งเราจะเห็นได้ถึงคำศัพท์เฉพาะถิ่นและสำนวนต่างๆ ที่น่าสนใจ คอลเลกชันพิเศษของคุณศุภเดชมีทั้งสิ้น 6 ฉบับ อยู่ในหมวดตำราเวชศาสตร์ ตำราโหราศาสตร์ และไสยศาสตร์ เขียนด้วยอักษรขอมไทย ภาษาบาลี และอักษรไทย ภาษาไทยถิ่นใต้

ใบลานอักษรพม่า

คอลเลกชันพิเศษของ ดร. อนาโตล เป็ลติเยร์

เอกชน

คอลเลกชันพิเศษของ ดร. อนาโตล เป็ลติเยร์ เอกสารโบราณเหล่านี้ ดร.อนาโตล เป็ลติเยร์ ได้มอบไว้ให้กับคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ และทางคุณหญิงเองจึงได้มอบให้กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เป็นเวลานานหลายปีแล้วที่เอกสารโบราณเหล่านี้นอนนิ่งอยู่ในกล่อง ยังไม่มีการทำทะเบียนเอกสารฯ และทำสำเนาดิจิทัลมาก่อน ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทยเล็งเห็นว่า เอกสารเหล่านี้มีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์พุทธศาสนา และการศึกษาไวยกรณ์ภาษาบาลี การศึกษาอักขรวิธีอักษรพม่า เนื่องจากคัมภีร์เหล่านี้ได้บันทึกด้วยตัวอักษรและภาษาบาลีที่ใช้ในช่วงยุคสมัยนั้น เมื่อนำมาทำสำเนาดิจิทัลแล้วให้บริการกับผู้ที่สนใจศึกษาคัมภีร์เหล่านี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อวงการการศึกษาพุทธศาสนาไม่น้อย

คอลเลกชันพิเศษของวัดทุ่งเนินพยอม

วัด

พระสอนชัย ปภากโร กล่าวถึงที่มาของของเอกสารโบราณชุดนี้ว่า พ.อ.รุ่งคุณ มหาปัญญาวงศ์ นำมาถวายวัดทุ่งเนินพะยอมเป็นมรดกตกทอดมา เนื่องจากครอบครัวรับราชการเกรางว่าภูมิปัญญาชาวบ้านจะหายไปจึงถวายวัด แต่เนื่องจากวัดกำลังพัฒนามีการเปลี่ยนแปลง กรรมการวัดเกรงว่าเอกสารเก่าๆ ที่มีสภาพสมบูรณ์เล่มนี้จะถูกทำลายจึงขอมอบให้ ฐานข้อมูลเอกสารโบราณฯ ศมส. เพื่อเก็บรักษาเป็นสมบัติของชาติสืบต่อไป

คอลเลกชันพิเศษบ้านคลองบางหลวง

เอกชน

เอกสารตัวเขียนชุดนี้เป็นมรดกตกทอดของสายตระกูลมานะจิตต์ของคุณวรรณี มานะจิตต์ และคุณฤดล สามารถ ผู้สืบเชื้อสายจากสายสกุลสุลต่านสุลัยมาน ผู้ครองเมืองสงขลาในอดีต ประวัติความเป็นมาของสุลต่านสุลัยมาน (ชาห์)   สุลต่านสุลัยมาน (ชาห์) ผู้ปกครองเมืองสงขลา (สิงขรนคร) ในช่วง พ.ศ. 2185-2211 เป็นบุตรชายของของดาโต๊ะโมกอล ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นชาวอาหรับเปอร์เซีย นับถือศาสนาอิสลามตามซุนนะฮ์ ครอบครัวท่านได้ตั้งถิ่นฐานในเมืองสาเลห์บนเกาะชวา ต่อมาถูกพวกฮอลันดารุกรานจึงอพยพเข้ามาตั้งชุมชนการค้าในบริเวณหัวเขาแดงริมทะเลปากอาวสงขลา และได้พัฒนาบริเวณนี้จนกลายเป็นท่าเรือการค้าใหญ่   ในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ พ.ศ. 2148-2153 ทรงแต่งตั้งดาโต๊ะโมกอลเป็นข้าหลวงใหญ่แห่งพระเจ้ากรุงสยาม ประจำเมืงพัทลุงอยู่ที่หัวเขาแดง แขวงเมืองสงขลา มีหน้าที่ดูแลเมืองพัทลุง และเก็บค่าธรรมเนียมเทียบท่าจอดเรือจากบรรดาเรือสินค้า ส่งเป็นส่วยเข้าท้องพระคลังหลวง เมื่อดาโต๊ะโมกอลล์ถึงแก่อสัญกรรม พ.ศ.2163 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้สุลัยมาน (ชาห์) บุตรชายคนโตของดาโต๊ะโมกอลเป็นเจ้าเมืองสงขลาและเมืองพัทลุงสืบต่อจากบิดา (สรยุทธ ชื่นภักดี, 2547: 3-5)   ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ. 2173 ท่านสุลัยมาน (ชาห์) ได้ประกาศแข็งเมืองและตั้งตนเป็นอิสระไม่ขึ้นกับกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพระเจ้าปราสาททองในการปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ สมเด็จพระเจ้าปราสาททองจึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้หัวเมืองภาคใต้ร่วมกันปราบปราม แต่ก็พ่ายแพ้ ตลอดรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองนั้น สุลต่านสุลัยมาน (ชาห์) มีอำนาจครองดินแดนกว้างขวางตลอดชายฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งอ่าวไทย ด้านใต้จรดปัตตานีและไทรบุรี ด้านเหนือจรดเมืองนครศรีธรรมราช สุลต่านสุลัยมาน (ชาห์) ถึงแก่พิราลัย พ.ศ. 2211 ท่านมีบุตรชาย 3 คน ได้แก่ ท่านมุสตาฟา ท่านฮะซัน และท่านฮูเซน   ท่านมุสตาฟาได้ปกครองสงขลาสืบต่อมาจนกระทั่ง พ.ศ. 2223 สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้ทัพหลวงยกไปปราบปรามนครสงขลาจนได้รับชัยชนะ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้สลายเมืองสงขลาและกำลังทหารเสียเกือบหมดสิ้น  สมเด็จพระนารายณ์โปรดเกล้าฯ ให้ท่านมุสตาฟาย้ายภูมิลำเนาไปตั้งอยู่ที่ไชยา ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งท่านมุสตาฟาให้เป็น “พระยาไชยา” มีราชทินนามว่า “พระยาพิชิตภักดีศรีพิชัยสงคราม” พ.ศ. 2225 ได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ไชยา มีการปักหลักประตูเมือง ซึ่งเรียกว่า “เสาประโคนชัย” อยู่กลางเมือง  ท่านฮะซันได้เข้ามารับราชการในกรุงศรีอยุธยา ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น “พระยาราชวังสัน (ฮะซัน) แม่ทัพเรือแห่งกรุงศรีอยุธยา และตำแหน่งนี้ได้สืบเนื่องกันมาในสายตระกูลสุลต่านสุลัยมานอาทิ ขุนลักษมณา (บุญยัง) บุตรของท่านฮะซัน และเจ้าพระยาจักรี (หมุด) บุตรของท่านขุนลักษมณา (บุญยัง)    ส่วนท่านฮูเซนได้เข้ามารับราชการในกรุงศรีอยุธยาระยะหนึ่ง ต่อมาได้กลับไปช่วยราชการพระยาไชยา (มุสตาฟา) ที่เมืองไชยาในตำแหน่งปลัดเมืองไชยา ภายหลังได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไปเป็นพระยาพัทลุง พ.ศ. 2226 (อาดี เสือสมิง, 2555: ออนไลน์)  สายตระกูลสุลต่านสุลัยมาน (ชาห์) ได้ดำรงตำแหน่งพระยาราชวังสันนับตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายจวบจนถึงรัชกาลที่ 5 แห่งบรมราชจักรีวงศ์นั้นล้วนแต่เป็นมุสลิมทั้งสิ้น ในขณะที่ลูกหลานในสายตระกูลนี้ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองพัทลุง เจ้าเมืองไชยา เจ้าเมืองตะกั่วป่า เจ้าเมืองจะนะ   และเป็นถึงเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ ที่สมุหนายกในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (อาดี เสือสมิง, 2555: ออนไลน์)  สกุลมานะจิตต์  พันตรีหลวงไพบูลย์ยนตรกิจ (สุดใจ มานะจิตต์) เป็นบุตรของท่านน้อย มานะจิตต์ (บุตรของหลวงลักษณมณา (หม่าน) กับท่านเอม) และท่านเม้า ศรเดช (บุตรีของท่านจอมและท่านกบ ศรเดช) หลวงไพบูลย์ยนตรกิจ เกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2431 ที่บ้านใกล้กับวัดอินทาราม (วัดใต้) ริมคลองบางใหญ่ เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาได้เข้ารับราชการเป็นทหารบก พ.ศ. 2451 และมีความเจริญในหน้าที่การตามลำดับชั้น ครั้นถึงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2480 ท่านได้รับพระราชยศเป็น พันตรีหลวงไพบูลย์ยนตรกิจ  ด้านชีวิตครอบครัว ท่านสมรสกับท่านเสงี่ยม ทองคำวงศ์ (บุตรีท่านคำ ทองคำวงศ์) ภายหลังการสมรส ท่านได้ซื้อที่ดินและปลูกบ้านใกล้มัสยิดบางหลวง (กุฎีขาว) เยื้องกับมัสยิดต้นสน ท่านทั้งสองมีบุตรธิดาด้วยกัน 2 คน คือ คุณสมถวิล มานะจิตต์ และ ร.ต.ต.สุรพล มานะจิตต์  พ.ศ.2456 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ให้พระราชบัญญัตินามสกุลขึ้น พันตรีหลวงไพบูลย์ยนตรกิจก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานนามสกุลว่า “มาณะจิตต์” เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2456 ซึ่งถือเป็นเกียรติแก่วงศ์สกุลเป็นล้นพ้น ต่อมาในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงให้เปลี่ยนการสะกดนามสกุลเป็น “มานะจิตต์” (ภัทร คาน, 2547: 46-49)    เอกสารตัวเขียนของบ้านคลองบางหลวง  เมื่อ 20-21 ตุลาคม 2568 คณะสำรวจฯ ได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านของคุณวรรณี มานะจิตต์ (บุตรีของคุณสมถวิล มานะจิตต์ และคุณอนันต์ มานะจิตต์ (อับดุลการีม) และเป็นหลานของพันตรีหลวงไพบูลย์ยนตรกิจท่านเสงี่ยม ทองคำวงศ์) ทายาทผู้ได้รับมรดกตกทอดอันเป็นเอกสารตัวเขียน ได้แก่ สมุดไทย และสมุดฝรั่ง จำนวนหนึ่ง หลังจากที่ทางคณะสำรวจฯ ได้เคยขออนุญาตสำรวจเบื้องต้นไปแล้วครั้งหนึ่ง โดยครั้งนั้นได้รับความเมตตาจากศราวุธ ศรีวรรณยศ อิหม่ามประจำมัสยิดต้น ช่วยติดต่อและประสานงานให้ทางคณะสำรวจฯ ได้เข้าไปสำรวจเอกสารส่วนบุคคลของคุณวรรณี มานะจิตต์ นอกจากนี้ คุณฤดล สามารถ (บุตรของคุณมาเรียม สามารถ และเป็นหลานของคุณวรรณี มานะจิตต์) ได้นำเอกสารตัวเขียนที่อยู่ในความดูแลมาสบทบเพื่อให้คณะสำรวจฯ ได้ทำทะเบียนและสำเนาดิจิทัลเอกสารตัวเขียน เพื่อเผยแพร่เอกสารตัวเขียนในฐานข้อมูลเอกสารตัวเขียนในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร (องค์การมหาชน) อันเป็นการสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สาธารณชนในวงกว้างและขยายขอบเขตองค์ความรู้ให้สาธารณชนได้มีส่วนร่วมในการช่วยกันศึกษาประวัติศาสตร์และศาสตร์ด้านต่าง ๆ  

วัดบ้านโพธิ์

วัด

วัดบ้านโพธิ์ ตั้งอยู่เลขที่ 75 หมู่ที่ 11 ตำบลคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 14 ไร่ 3 งาน 26 ตารางวา มีที่ธรณีสงฆ์จำนวน 6 แปลง เนื้อที่ 47 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา ที่มาของชื่อวัด มาจากภายในบริเวณมีต้นโพธิ์ขึ้นเยอะ ชาวบ้านจึงนำมาใช้ตั้งเป็นชื่อวัดที่เรียกว่า วัดบ้านโพธิ์ วัดบ้านโพธิ์ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2417 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ.2482  วัดบ้านโพธิ์ เป็นวัดที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องคฺการมหาชน) เคยมาสำรวจครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2555 และครั้งที่ 2 วันที่ 5-7 สิงหาคม 2562 และมาทำทะเบียน ทำสำเนาดิจิทัลเมื่อ  19 พฤศจิกายน 2562 และ 10 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา พระอธิการบุญสม นาถสีโล เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ ท่านพาคณะสำรวจประกอบด้วย นายดอกรัก พยัคศรี (นักวิชาการ) นายสมศักดิ์ แก้วนุช (เจ้าหน้าที่ประสานงาน) นางสาวนิสา เชยกลิ่น (เจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล) และนายศุภกรานต์ พุ่มพฤกษ์ (เจ้าหน้าที่โสตทัศน์) ได้ไปลงพื้นที่วัดบ้านโพธิ์ จังหวัดราชบุรี ไปดูเอกสารโบราณที่เก็บเอาไว้ในห้องเก็บของใต้ถุนศาลาการเปรียบ ซึ่งเต็มไปด้วยข้าวของที่ชาวบ้านเอามาทำบุญเช่น หลอดไฟ กรอบรูป หนังสือ ธูปเทียน พัดลมที่ชำรุด เป็นต้น ขาวของเหล่านี้วางทับอยู่บนกล่องที่ใส่คัมภีร์ใบลานที่วางไว้กับพื้น คัมภีร์ใบลานของวัดนี้มีความเสี่ยงในเรื่องความชื้น และน้ำท่วมได้  คัมภีร์ใบลานชุดนี้เก็บไว้ที่จุดเดิมตามข้อมูลที่ฐานข้อมูลเอกสารโบราณฯ เคยจ้างสำรวจเมื่อ พ.ศ.2555 โดยมีกล่องไม้ใส่คัมภีร์ใบลานประมาณ 15 กล่อง กล่องไม้ที่มีใบลานประมาณ 6 กล่อง กล่องไม้เป็นกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีฝาปิด กล่องหนึ่งสามารถใส่ใบลานได้ 5-6 ผูก ขึ้นอยู่กับความหนาของเรื่องนั้นๆ  ไม่มีลวดลาย ด้านในกล่องไม้บางกล่องพบข้อความที่เขียนเป็นภาษาไทยระบุว่า ใครเป็นผู้สร้างคัมภีร์ เป็นต้น บางกล่องพบผ้าห่อคัมภีร์แม้จะเปื่อยไปตามกาลเวลาแต่ยังคงสีสันสดใสให้เห็น เนื่องจากถูกปล่อยปละละเลยเป็นเวลานาน ประกอบกับสถานที่เก็บรักษาไม่เอื้ออำนวย มีความชื้นสูง ทำให้สภาพเอกสารบางส่วนอยู่ในสภาพชำรุด ชื้น กรอบ มีเศษฝุ่น ขี้จิ้งจก เศษไข่จิ้งจก และรอยแมลงกัดแทะ พระอธิการบุญสม นาถสีโล อนุญาตให้คณะสำรวจทำทะเบียน ถ่ายภาพเอกสารโบราณ และสามารถเผยแพร่เอกสารโบราณของวัดในเว็บไซต์ฐานข้อมูลฯ ได้ การทำความสะอาดเอกสารโบราณ เริ่มจากกำจัดสิ่งสกปรกออกจากตัวเอกสาร ส่วนผ้าห่อคัมภีร์ที่พบแยกไว้อีกส่วน ปัญหาที่พบคือใบลานติดกับเป็นปึก ต้องใช้เวลาและความระมัดระวังเป็นอย่างมากในการแกะออกมา ถึงแม้ว่าใบลานจะมีความชื้นสูงแต่ก็มีความกรอบเช่นกัน หากไม่ระวังอาจทำให้ใบลานหักได้ หลังจากที่แกะใบลานออกเป็นใบๆ แล้ว นำไปเช็ดด้วยเอทิลแอลกอฮอล์ 95% ที่ละใบ จากนั้นผึ่งลมให้แห้ง ก่อนจะนำไปทำทะเบียน ถ่ายภาพเอกสารโบราณ จากนั้นนำมาจัดหมวดหมู่ ทำป้ายชื่อกำกับ และห่อผ้า ส่วนคัมภีร์ที่ไม่สมบูรณ์ที่ไม่สมบูรณ์นั้น ทำความสะอาด ห่อให้เรียบร้อย แต่ไม่มีได้การทำสำเนาดิจิทัลเอกสารชุดที่ชำรุดนั้น   อ้างอิงข้อมูล ประวัติวัดบ้านโพธิ์. จาก https://www.lovethailand.org/travel/th/13-วัดบ้านโพธิ์.html.

วัดศรีสะอาด

วัดศรีสะอาด

วัด

ตามประวัติวัดในหนังสือ ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม 11 ระบุว่า วัดศรีสะอาด ตั้งเมื่อ พ.ศ.2380 พระอธิการบุตรศรี อพยพมาจากเวียงจันทน์ มาสร้างวัดขึ้น ชาวบ้านเรียกว่า วัดบ้านเก่า ได้รับ พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2480 เขตวิสุงคามกว้าง 3 เมตร ยาว 6 เมตร อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของอำเภอด่านซ้ายเบื้องต้นพบว่า วัดศรีสะอาด บ้านเก่า ในอดีตตั้งอยู่ในเขตตำบลหนองผือ (ปัจจุบันมีการยุบเข้ากับตำบลด่านซ้ายและแยก เขตปกครองมาตั้งใหม่เป็นตำบลนาหอ) ซึ่งสอดคล้องกับประกาศการพระราชทานวิสุงคามสีมาสามัญ ความว่า “วัดศรีสอาด ตำบลหนองผือ อำเภอด่านซ้าย มีเนื้อที่ยาว 2 เส้น (80 เมตร) กว้าง 1 เส้น (40 เมตร)” ขณะเดียวกันพระครูวิสุทธิวรญาณ (วรวัฒน์ วราโณ) และชาวบ้านเล่าว่าวัดศรีสะอาดบ้านเก่า เคยอุโบสถน้ำ (สิมน้ำ) บริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพื้นที่วัดในปัจจุบัน อีกทั้งในอดีตยังอยู่ใกล้กับ แม่น้ำหมัน ในเวลาต่อมาราวปลายทศวรรษ 2470 ถึงต้นทศวรรษ 2780 ได้มีการรื้อถอนสิมน้ำและยื่นขอพระราชทานวิสุงคามสีมา อย่างไรก็ตามจารึกบนเสมาหินทรายแดงด้านหนึ่งปรากฏข้อความว่า “พ.ศ.2482 พระครูชำนาญ...” นั่นจึงมีความเป็นไปได้ว่า ในช่วงระหว่าง พ.ศ.2477-2481 คงมีการ ดำเนินการสร้างอุโบสถ และประกอบพิธีผูกพัทธสีมา (ขอดสิม) ขึ้นใน พ.ศ.2482 และภายหลังมีการสร้างพระพุทธรูปปูนปั้นทางด้านซ้ายและขวาของพระประธาน เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2517 และวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2518 ปัจจุบัน วัดศรีสะอาด บ้านเก่า มี พระศุภวัตร์ สุทนฺโต เป็นผู้รักษาการ เจ้าอาวาส มีศาสนวัตถุและศาสนคารที่สำคัญ ได้แก่ อุโบสถ พระธาตุสันติ หอกลอง หอไตร ศาลา การเปรียญหลังเก่า (กุฏิไม้โบราณ) ศาลาหอฉัน (ศาลาการเปรีญหลังใหม่) ศาลาหลวงปู่บุญเร่ง โรงครัว และฌาปนสถาน (เมรุ) การสำรวจเอกสารโบราณวัดศรีสะอาด บ้านเก่า ตำบลนาหอ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย พบว่า เอกสารโบราณภายในวัดศรีสะอาดได้รับการสำรวจและอนุรักษ์จากโครงการอนุรักษ์ใบลานภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยมหาสารคามอยู่ก่อนแล้วจำนวน 2 หลังกระดาษ ขณะเดียวกันเอกสารโบราณที่ไม่ได้รับการสำรวจและอนุรักษ์นั้น อยู่ในหีบธรรม 2 ใบ ซึ่งตั้งอยู่บนขื่อคานของกุฏิไม้โบราณ ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นของโบราณและมีความศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมีการนำหีบทั้ง 2 ลงมาในช่วงระหว่างเดือน ตุลาคม พ.ศ.2566 ด้วยวิธีการที่ไม่ได้มาตรฐานจึงทำให้หีบใบหนึ่งชำรุดเสียหาย ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2566 นายปฐมพร จำปาอ่อน และนายวีระพล ศรีบุญ มี สมาชิกกลุ่มฯ พร้อมด้วยนายพุฒิวงศ์ จันทะนา ได้รับความเมตตาอนุเคราะห์จากพระมหายุรนันท์ สุมงฺคโล พาคณะไปสำรวจเอกสารโบราณวัดศรีสะอาด เบื้องต้นซึ่งพบว่ามีเอกสารโบราณประเภทหนังสือใบลานทั้งตัวเขียนและตัวพิมพ์ นอกจากนี้ยังมีพับสาอีกจำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ตามเอกสารเหล่านี้ส่วนหนึ่งอยู่ในสภาพชำรุดไม่สามารถอนุรักษ์ให้สามารถคืนกลับมาเป็นลานแผ่นได้ จึงได้แจ้งให้ทางวัดดำเนินการคัดแยกไว้ ภายหลังจากการสำรวจทางกลุ่มฯ ได้ประชุมเพื่อวางแผน ในการดำเนินงานต่อไป ซึ่งได้ผลสรุป คือ ข้อตกลงมาจะดำเนินการในรูปแบบโครงการสำรวจและอนุรักษ์เอกสารโบราณ ในระยะเวลาที่สมาชิกกลุ่มฯ อยู่ในช่วงปิดภาคการศึกษาในระดับอุดมศึกษา (ช่วงเดือน เมษายน-เดือนพฤษภาคม 2567) จึงได้กำหนดระยะเวลาในการจัดโครงการในระหว่างวันที่ 24 เมษายน ถึงวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2567 ในช่วงต้นเดือนมกราคม พ.ศ.2567 กลุ่มฯ ได้รับแจ้งเรื่องจากพระมหายุรนันท์ ที่ปรึกษาโครงการและคณะทำงานในครั้งนี้ว่า เจ้าอาวาสวัดศรีสะอาดซึ่งทางกลุ่มฯ ได้เคยติดต่อประสานงานได้ลาสิกขาแล้ว ส่งผลให้ชาวบ้านในชุมชนเชื่อว่ามีสาเหตุมีจากการนำหีบธรรม 2 ใบ ซึ่งเป็นวัตถุโบราณสำคัญของวัดและชุมชนลงมาโดยไม่ได้มีการขออนุญาตและถือเป็นการลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จนนำมาสู่การลาสิกขาในเวลาต่อมา ด้วยเหตุนี้ผู้คนในชุมชนจึงมีความประสงค์จะนำหีบทั้ง 2 ใบ พร้อม เอกสารโบราณ หนังสือใบลาน สมุดไทย พับสา ทั้งหมด กลับคืนที่เดิม  **************************************************************** อ้างอิง กลุ่มเล่าเรื่องเมืองเลย. (2567). รายงานสรุปผลการดำเนินงาน โครงการสำรวจเอกสารโบราณและทัศนศึกษา ในท้องที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และแขวงไซยะบุรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. ม.ป.ท.:ม.ป.พ.

WEB PORTAL เอกสารโบราณ

สถาบัน

เว็บท่า (WEB PORTAL) เอกสารโบราณ เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่จัดทำฐานข้อมูลด้านเอกสารตัวเขียน บูรณาการเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้ด้านเอกสารตัวเขียนได้ในจุดเดียว เว็บท่า (WEB PORTAL) เอกสารโบราณ ได้รวบรวมข้อมูลเอกสารตัวเขียน โดยปัจจุบันมีข้อมูลของ คลังข้อมูลดิจิทัล  (Digital Repository) สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และฐานข้อมูลเอกสารตัวเขียนในประเทศไทย (Database Manuscripts of Thailand) ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เปิดให้ใช้บริการ ซึ่งมีข้อมูลเอกสารตัวเขียนรวมกันกว่า 1,800 รายการ และมีแนวทางที่จะแสวงหาเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลด้านเอกสารตัวเขียนให้ครอบคลุมและเกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ สามารถเข้าไปใช้งานที่เว็บไซต์ https://db.sac.or.th/manuscriptsofthailand/