สมุดไทยขาว เรื่อง ลินทอง ฉบับวัดสำโรง จังหวัดนครปฐม (NPT010-015) สมุดไทยขาว เขียนด้วยอักษรไทย ภาษาไทย ขนาด 36 x 12.3 x 1.8 เซนติเมตร จำนวน 47 หน้า หน้าละ 6 บรรทัด เขียนด้วยหมึกดำ เอกสารค่อนข้างชำรุด ไม่ครบฉบับ เนื้อหาไม่ต่อเนื่อง
เนื้อเรื่องกล่าวถึง ท้าวลินทองและนางกลีบสมุทรร่วมกันวางแผนสังหารท้าวกาลยักษา โดยแปลงกายเป็นม้าทองลักษณะดีและวางกลอุบายให้พระมารดาขายม้าทองแปลงให้แก่ท้าวกาลยักษา เมื่อท้าวกาลยักษาได้เห็นม้าทองเรืองรองดังอาชาเทพ ก็พอใจเป็นหนักหนา ซื้อม้าทองไว้เป็นของตน
ท้าวกาลยักษาทดลองฤทธิ์ม้าทองแปลงให้วิ่งไกลข้ามแดนจนมาถึงเมืองพารา ทว่าครบเจ็ดวัน ม้าทองแปลงถูกตีจนสิ้นเรี่ยวแรงและจับฉีกเนื้อกินเลือดจนตาย หลังกินเสร็จ ท้าวกาลยักษาไปบ้วนปากริมสระน้ำ แต่ด้วยพระเวทของฤาษีมหาจุล เศษเนื้อลินทองม้าแปลงที่ติดอยู่ไรฟันพลันกลายเป็นปลาตะเพียนทองว่ายหนี จากนั้นแปลงกายเป็นยักษ์หนีออกจากเมืือง กลับไปหาพระมารดา
ฝ่ายพระมารดาของท้าวลินทอง หลังนำม้าทองแปลงขายให้กับยักษ์เสร็จสิ้นแล้ว ก็เดินร้องไห้สะอึกสะอื้นกลับเรือน โศกเศร้าด้วยความเป็นห่วงท้าวลินทอง ต่อมาพระฤาษีมหาจุลช่วยชุบชีวิตท้าวปัศวดี พระบิดาท้าวลินทอง หลังพระบิดาฟื้นคืนชีพ กลับมาได้อยู่พร้อมหน้าทั้งพระบิดาและพระมารดา ท้าวลินทองตั้งสัตย์จะกำจัดท้าวกาลยักษา จึงรวบรวมกองทัพเข้าสู้รบ ท้าวลินทองถือพระขรรค์ศักดิ์สิทธิ์ที่ฤาษีชุบให้ ออกรบกับยักษ์ด้วยฤทธิ์เดชจนฟ้าสั่นสะเทือน และตัดจบที่ตอนเตรียมเข้าสู้รบใหญ่ เป็นฉากสุดท้ายก่อนต้นฉบับขาดหาย
สมุดไทยขาว เรื่อง ท้าวลินทอง ฉบับวัดบางช้างใต้ จังหวัดนครปฐม (NPT005-014) เขียนด้วยอักษรไทย ภาษาไทย ขนาด 36 x 12.5 x 1 เซนติเมตร จำนวน 32 หน้า หน้าละ 6 บรรทัด เขียนด้วยหมึกดำ เอกสารค่อนข้างชำรุด ไม่ครบฉบับ เนื้อหาไม่ต่อเนื่อง
เนื้อเรื่องกล่าวถึง นางสุวรรณกำภู หญิงงามเป็นที่เลื่องลือไปทั่วจนกษัตริย์เมืองอื่น ๆ ต่างประสงค์รับนางเป็นมเหสี แต่นางก็ไม่หมายตากษัตริย์องค์ใด อีกทั้งพระบิดาเข้มงวดไม่ประสงค์ให้นางอภิเษกกับชายใด ด้านท้าวลินทองได้ยินกิตติศัพท์ความงดงามของนางสุวรรณกำภู ก็ใคร่สนพระทัยจึงมาทอดพระเนตรเพื่อชมโฉมนาง เมื่อทั้งสองได้สบพระเนตรต่างก็ต้องพระทัย จึงลักลอบพบกัน
ครั้นพระบิดาของนางสุวรรณกำภูทราบเรื่องก็ทรงพิโรธ สั่งให้จับท้าวลินทองมาประหารเสีย ท้าวลินทองจึงใช้อิทธิฤทธิ์แปลงกายเป็นปลาตะเพียนทอง และเฝ้าดูแลนางในสระแก้ว วันหนึ่งนางสุวรรณกำภูเสด็จไปสรงน้ำที่สระแก้ว เห็นปลาตะเพียนทองว่ายวนเวียนรอบตัว ด้วยความเอ็นดู จึงจับขึ้นมาเลี้ยงในอ่างทอง ตกค่ำปลาตะเพียนทองแปลงก็กลับคืนเป็นท้าวลินทอง ต้นฉบับจบเพียงเท่านี้
พระมาลัย ฉบับวัดดอนขนาก ตำบลดอนยายหอม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ถือว่าเป็นพระมาลัยฉบับท้องถิ่นหรือฉบับชาวบ้าน เขียนด้วยอักษรขอมไทยบนสมุดไทยขาว หน้าต้นจ านวน 89 หน้า หน้าปลาย 90 หน้า รวมทั้งหมด 179 หน้า ด้านในมีภาพวาดประกอบ สีสันสวยงาม อยู่บริเวณสองข้างของสมุดในแต่ละตอน
พระมาลัยฉบับนี้ แต่งด้วยฉันทลักษณ์ที่เรียกว่า “กลอนสวด” ซึ่งประกอบไปด้วยกาพย์ชนิดต่างๆ 3 แบบ ได้แก่ กาพย์ยานี 11 กาพย์ฉบัง 16 และกาพย์สุรางคนางค์ 28 นอกจากนี้ยังพบชื่อทำนองสวดพระมาลัย 5 ทำนองได้แก่ ฉันท์ เชิด ราบ มังกร วสันต์ และเอกบท
พระมาลัย เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระมาลัยเถระ ท่านมีถิ่นกำเนิดอยู่ ณ หมู่บ้านกัมโพช เมืองลังกา พระมาลัยได้ฌานสมาบัติมีฤทธิสามารถเดินทางไปนรกและสวรรค์ได้ เมื่อครั้งที่ท่าเดินทางไปนรกเพื่อรับฟังคำบอกเล่าของสัตว์นรกและอสุรกายที่ถูกเหล่ายมบาลทรมานร่างกายด้วยวิธีการต่างๆ นานา มาบอกแก่ญาติพี่น้องของสัตว์นรกเหล่านั้นให้ละเว้นการทำบาป เร่งสร้างบุญกุศล จะได้ไม่ต้องมาชดใช้บาปกรรมในนรกแบบเดียวกับพวกเขา ขณะที่ท่านลงไปนรกนั้นท่านก็ได้โปรดสัตว์ให้เว้นจาการทรมานชั่วครู่หนึ่งที่ท่านได้เสด็จผ่านไป
จากนั้นท่านก็นำความที่เปรต อสุรกายฝากสั่งมาบอกแก่ญาติโยมของเปรต อสุรกายเหล่านั้น ให้เร่งกระทำบุญ ลดเลิกการทำบาปทั้งปวง ต่อมาท่านไปออกบิณฑบาตพบกับชายหนุ่มผู้หนึ่ง นำเอาดอกบัวมาถวายจำนวนแปดดอก ท่านจึงนำดอกบัวนั้นไปถวายที่พระเกษแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ เมื่อถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็ได้พบกับพระอินทร์และทราบข่าวว่า พระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรจะเสด็จมาไหว้พระเกษแก้วจุฬามณีพอดี ท่านจึงรออยู่เพื่อพบกับพระศรีอาริย์ และได้สนทนาธรรมกัน เมื่อเสร็จแล้วพระมาลัยจึงนาความที่ได้สนทนาบนสวรรค์เกี่ยวกับยุคของพระศรีอารย์มาเทศนาให้มนุษย์ได้ฟัง
สมุดไทยขาว บันทึกด้วยอักษรไทย ภาษาไทย ลายมือเป็นระเบียบสวยงาม อ่านง่าย และมีการบุว่า “ผู้คัดลอก คือ นายทรง”
สุภาษิตสอนสตรีนี้เดิมเรียกกันว่า “สุภาษิตสอนหญิง” หรือ “สุภาษิตไทย” สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่า “สุนทรภู่เห็นจะแต่งเมื่อราวระหว่างปี พ.ศ. 2340-2383 ในเวลา เมื่อกลับสึกออกมาเป็นคฤหัสถ์ แล้วต้องตกยากจนถึงลอยเรืออยู่ พิเคราะห์ตามสำนวนดูเหมือนหนังสือเรื่องนี้สุนทรภู่แต่งขายเป็นสุภาษิตสอนสตรีสามัญทั่วไป ความไม่บ่งว่าแต่งให้ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ ต้นฉบับเดิมที่หอพระสมุดฯ ได้มาเรียกว่า สุภาษิตไทย เป็นคำสมมติผู้อื่น ดูเหมือนผู้สมมติจะไม่รู้ว่าเป็นกลอนของสุนทรภู่ด้วยซ้ำไป ถ้อยคำในต้นฉบับก็วิปลาสคลาดเคลื่อน ต้องซ่อมแซมในหอพระสมุดฯ หลายแห่ง แต่นับว่าแต่งดีน่าอ่าน” (กรมศิลปากร, ประชุมสุภาษิตสอนหญิง, เอดัน เพรส โพรดักส์ จำกัด, 2555, 159.)
วรรณคดีไม่ทราบชื่อเรื่อง ไม่ครบฉบับ แต่ลายมือที่เขียนค่อนข้างสวย
วรรณกรรมเรื่อง พระสี่เสาร์ หรือพระสี่เสาร์กลอนสวดนี้ มีที่มาจากชาดกนอกนิบาตคือ ปัญญาสชาดก โดยนำเนื้อ เรื่องจาก “สิโสรชาดก” มาแต่งเป็นวรรณกรรมกลอนสวด ชาดกในปัญญาสชาดกถือว่ามีอิทธิพลในการสร้างสรรค์งาน วรรณกรรมร้อยกรองของไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น เรื่องสมุทรโฆษ เรื่องพระรถเสน เรื่องพระสุธน เป็นต้น สำหรับ เรื่องพระสี่เสาร์นี้ หมื่นพรหมสมพัตสร(มี) กวีสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นกล่าวถึงใน “นิราศเดือน” ซึ่งสันนิษฐานว่าแต่งขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว